ลักษณะและประเภทของวินัย
วินัย (Discipline) เป็นสิ่งที่ใช้ควบคุมความประพฤติของบุคคลให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่ง ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ (2531
:167) ได้แบ่งวินัยออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. ลักษณะวินัยในทางบวก
วินัยเป็นสิ่งที่ดีงาม มีการควบคุมความประพฤติให้มีระเบียบ ถูกต้อง มั่นคง แข็งแรง รวมทั้งเป็นการสร้างสรรค์เจตคติ สร้างบรรยากาศของหน่วยงานที่ดี ซึ่งช่วยให้บุคลากรปฏิบัติงานโดยยึดหลักการระเบียบวินัยหรือกฎ ข้อบังคับ ทำให้เกิดประสิทธิภาพแก่หน่วยงาน
2. ลักษณะวินัยในทางลบ
วินัยเป็นการลงโทษ บังคับบัญชา เป็นคำสั่งที่ให้คนอื่นทำตามกฎหรือข้อบังคับนั้น ทำให้บุคลากรเกิดความกลัวต่อการกระทำซึ่งอาจถูกลงโทษ ซึ่งอาจกล่าวสรุปลักษณะของวินัยได้ตามแผนภูมิดังนี้
ลักษณะของวินัย
|
1.วินัยทางบวก
2.แรงจูงใจ
|
3.ควบคุม / ระเบียบ / ความถูกต้อง
|
4.สร้างเจตคติ
|
5.ประสิทธิภาพของหน่วยงาน
|
6.การลงโทษ
|
7.การบังคับ / ความกลัว
|
8.การควบคุม
|
ขั้นตอนที่ 1 ของกระบวนการวินัยองค์การ คือ การกำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานและกฎการทำงาน ข้อกำหนดของประสิทธิภาพการทำงาน มักถูกกำหนดขึ้นในระหว่างกระบวนการประเมินผลประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะได้อธิบายในคราวต่อ ๆ ไป กฎของการทำงานจะเกี่ยวข้องกับความสำเร็จหรือการบรรลุประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากการนำระบบกฎการทำงานมาใช้จะขึ้นอยู่กับความพยายามของพนักงาน
นอกจากนี้ ศรีอรุณ เรศานนท์ (2532
: 294) ยังได้กล่าวถึงวินัยในการปฏิบัติงานซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. วินัยพื้นฐาน เป็นข้อควรปฏิบัติหรือข้อควรละเว้นสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ดีโดยทั่ว
ๆ ไปใช้กับทุกองค์การหรือหน่วยงาน เช่น การตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์สุจริต ความสามัคคี ความจงรักภักดี
2. วินัยเฉพาะตำแหน่ง คือ ข้อควรปฏิบัติหรือข้อควรยกเว้นเฉพาะผู้ปฏิบัติงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะ เช่น ครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล พนักงานการเงิน พนักงานขับรถ
3. วินัยเฉพาะกิจการ คือ ข้อปฏิบัติที่กำหนดขึ้นและมีข้อควรปฏิบัติไว้เฉพาะ
เช่น กิจการธนาคารอาจกำหนดวินัยห้ามพนักงานธนาคารกู้เงินลูกค้าแม้ว่าจะกู้เป็นการส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารก็ตาม
รุจิร์ ภู่สาระและคณะ (ม.ป.ป. : 17) ได้แบ่งวินัยเป็น 3 ประเภทแต่ละประเภทมีแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน
ดังนี้
1. ระเบียบวินัยส่วนตัว หมายถึง
กฎเกณฑ์แนวปฏิบัติหรือคติประจำใจซึ่งแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไปเพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน
เช่น เพศ วัย ฐานะทางสังคม ระดับการศึกษา หน้าที่การงานหรือค่านิยม เช่น
การตรงเวลา เป็นต้น
2. ระเบียบวินัยในหน้าที่ หมายถึง
กฎเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน เช่น
วินัยของครอบครัวที่ทุกคนในบ้านจะต้องปฏิบัติในฐานะบิดามารดา ลูกหลานหรือผู้อาศัย วินัยของโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
เช่น การแต่งกาย การทำความเคารพ เป็นต้น
3. ระเบียบวินัยทางสังคม หมายถึง
แนวปฏิบัติอันดีทุกคนในสังคมยึดถือปฏิบัติเหมือนกันมีลักษณะเหมือนกับวินัยส่วนตัวและวินัยในหน้าที่แต่วินัยทางสังคมมีความหมายที่กว้างกว่า
เช่น มารยาท กฎหมาย จารีตประเพณี หลักปฏิบัติของทางศาสนา เป็นต้น
หวน พินธุพันธ์ (2538 : 96-97) แบ่งวินัยในสถานศึกษาออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. วินัยเฉียบขาดแบบทหาร ในกรณีนี้ถือว่าบุคลากร ยังไม่รู้จักรับผิดชอบชั่วดีจึงต้องมีการควบคุมให้ปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบ
ผู้กระทำผิดจึงต้องได้รับโทษ ผู้ปฏิบัติไม่ใช่ผู้ออกระเบียบ
ข้อดี คือ
ผู้ที่ถูกบังคับให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีจะติดเป็นนิสัยและมีความประพฤติดีติดตัวไปในภายหน้า
ข้อเสีย คือ
ผู้ที่ถูกบังคับให้ประพฤติปฏิบัติไม่เห็นคุณค่าของการประพฤติดีจะรู้สึกปราศจากเหตุผลและไม่เต็มใจปฏิบัติ
2. วินัยแบบดำเนินงานให้สอดคล้องกับความสนใจของบุคลากร ยึดหลักว่าถ้าได้ในสิ่งที่ตนสนใจแล้วผู้บังคับบัญชาจะรู้สึกสบายใจ
ผู้ปฏิบัติมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบข้อดี คือ ผู้ปฏิบัติพร้อมที่จะปฏิบัติตาม
ข้อเสีย คือ สถานศึกษามิอาจดำเนินการตามความสนใจและความต้องการของสถานศึกษาได้มากนัก
3. วินัยที่เกิดจากความรับผิดชอบ รู้จักเกียรติของตนเอง
ถือว่าเป็นวินัยที่มีคุณค่าเพราะเกิดจากความรับผิดชอบและเกียรติของตนเองและสังคม
สถานศึกษาจะช่วยให้เกิดวินัยได้โดยการหาวิธีการก่อให้เกิดความรักนับถือเกียรติและการรู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง
กระบวนการวินัยองค์การทั่ว ๆ ไป (The Discipline Processs)
ขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการวินัยขององค์การ คือ การสื่อสารข้อกำหนดเกี่ยวกับประสิทธิผลการทำงานและกฎของการทำงานไปยังพนักงานทั้งหมด ซึ่งมักดำเนินการในระหว่างการปฐมนิเทศพนักงานและการประเมินผลพนักงาน กฎของทำงานสามารถสื่อไปยังพนักงานได้หลายทาง ตามปกติองค์การมักจะจัดทำคู่มือแจกจ่ายไปยังพนักงาน ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หรือหัวหน้างานของพนักงานจะเป็นผู้อธิบายกฎของการทำงานและนโยบายให้พนักงานใหม่ในระหว่างการปฐมนิเทศ บางครั้งพนักงานใหม่จำเป็นต้องเซ็นต์ชื่อรับเอกสารดังกล่าวเพื่อป้องกันการปฏิเสธไม่รับทราบข้อมูลใน
ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการวินัยขององค์การ การกำหนดวิธีการแก้ไขในกรณีที่จำเป็น ซึ่งความจำเป็นดังกล่าว ได้แก่ เมื่อพนักงานมีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าเกณฑ์หรือฝ่าฝืนกฎการทำงาน
ลักษณะของความผิดทางวินัย
ปราชญา กล้าผจัญและพอตา บุตรสุทธิวงศ์(
2550: 111) กล่าวว่าความผิดทางวินัยอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. ความผิดธรรมดา หรือ
ความผิดไม่ร้ายแรง
2. ความผิดปรากฏชัดแจ้ง คือ ความผิดที่เห็นชัดเจน แน่นอน ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์หรือสอบสวนอีกต่อไป
ขอทราบหนังสือที่มา
ReplyDelete